Home กิจกรรม บทความวิจัย นางนิลวรรณ วงศ์ละ

บทความวิจัย นางนิลวรรณ วงศ์ละ

อีเมล พิมพ์ PDF

บทความวิจัยนางนิลวรรณ  วงศ์ละ

การจัดกิจกรรมสาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์   เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด 
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 
Results of Traditional Thai Dancing Learning Arrangement in the Subjects
Group of Arts by Using Davies’ Practical Skills Teaching Model on Sao Isan
Serng Huad for Matthayomsuksa 1
นิลวรรณ  วงศ์ละ1   วราพร   หรสิทธิ์2
Ninlawan Wongla1  Varaporn  Horasit2
บทคัดย่อ
 การสอนนาฏศิลป์  เป็นสาระที่สอนค่อนข้างยาก  ผู้เรียนไม่สามารถเปิดตำราค้นคว้าหาความรู้ศึกษาอ่านด้วยตนเอง  และครูผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียน  การสอนขาดทักษะกระบวนการที่ชัดเจน  ทำให้ผู้เรียนไม่สนใจเรียน  เบื่อเรียน  เพราะคิดว่าการฟ้อนรำเป็นเรื่องยากและไม่กล้ารำ  คิดท่ารำเองไม่ได้  ดังนั้นการสอนนาฏศิลป์ในโรงเรียนเป็นการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรดำรงรักษาไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง  และการนำเอาขั้นตอนการเซิ้งหวดมาถ่ายทอดเป็นนาฏศิลป์พื้นเมือง  สร้างสรรค์ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้  ถือว่าเป็นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย  การพัฒนาทักษะปฏิบัติส่วนใหญ่จะประกอบด้วยทักษะย่อยจำนวนมาก  การฝึกให้ผู้เรียนสามารถทำทักษะย่อยเหล่านั้นได้ก่อน  แล้วจึงเชื่อมโยงต่อกันเป็นทักษะใหญ่  จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จได้ดีและรวดเร็วขึ้น  การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย  คือ  1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยใช้รูปการสอนแบบทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่มีประสิทธิภาพ  80/80   2)  เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์   กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์   เรื่อง   สาวอีสานเซิ้งหวด   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ   โดยใช้
1 นิสิตระดับปริญญาโท  สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2 อาจารย์ที่ปรึกษา
1M.Ed. Curriculum and Instruction, Faculty of Education, Mahasarakham University
2adviser
รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์   เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1/1   ภาค เรียนที่  2  ปีการศึกษา  2553  โรงเรียนบ้านหนองนาคำ  กลุ่มโรงเรียนนาคำขอนกว้าง  อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  1  จำนวน  30  คน  จำนวน  1  ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดยการสุ่ม แบบกลุ่ม  (Cluster  Random  Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี  3  ชนิด  ได้แก่  1)  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  จำนวน  6  แผน  จำนวน  12  ชั่วโมง มีค่าประเมินแผนจากผู้เชี่ยวชาญเฉลี่ยเท่ากับ  4.82 
2)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  สาระนาฏศิลป์  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 
ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  4   ตัวเลือก จำนวน  30  ข้อ  มีอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่  0.36 -0.70  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  0.95  3)  แบบสอบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  เป็นรายด้าน  5  ด้าน  จำนวน  20  ข้อ  อำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่  0.46 -0.80  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  0.95  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 
 ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้
  1.  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะโดยใช้รูปการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  เรื่อง สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ  เท่ากับ 84.24 / 89.44  ซึ่งเป็นตามเกณฑ์ที่กำหนด80/80
  2.  ดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์   กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะโดยใช้รูปการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   มีค่าเท่ากับ  0.7769   นักเรียนมีความก้าวหน้าในด้านการเรียนรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ  77.69
  3.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  4.24    โดยสรุป  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยใช้รูปการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  เรื่อง สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 เป็นแผนจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ   นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนสาระนาฏศิลป์  หลังเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
คำสำคัญ  :   การเรียนรู้ศิลปะ,รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติ
ABSTRACT  :
 Teaching traditional Thai dancing was considered difficult since learners could not self-study by researching on textbooks and teachers who arranged teaching and learning activity lacked of prominent teaching process and skills. Therefore, this caused the learners to feel uninterested in studying and had negative thoughts toward Thai dancing as a difficult matter or felt ashamed to dance or was unable to create dancing postures. However, teaching traditional Thai dancing in schools was an inherited culture which should be reserved for next generations and using Serng Huad – Bamboo Steamer Dance- as a transferring local traditional dancing could create learners’ wisdom and inherit Thai art and culture. Its main practical skills development consisted of numerous sub-skills. Thus, training should start with practicing from sub skills then developing to the main skills which would assist the learners to achieve success sooner and practice faster. This study aimed to 1) develop lesson plans of the traditional Thai dancing in the subjects group of arts by using the Davies’ practical skills teaching model on the Sao Isan Serng Huad dance for Matthayomsuksa 1 with an efficiency of 80/80; 2) investigate the effectiveness index of the learning activity arrangement  of the traditional Thai dancing in the subjects group of arts by using the Davies’ practical skills teaching method on the Sao Isan Serng Huad dance for Matthayomsuksa 1, and 3) study the satisfaction of the Matthayomsuksa 1 students who learned using the traditional Thai dancing in the subjects group of arts by using the Davies’ practical skills teaching method on the Sao Isan Serng Huad dance. Samples were 30 students from Matthayomsuksa 1/1 class who were studying in the second semester of the academic year of 2010 at Baan Nong Nakham under the Nakham Khon Kwang group of schools, Muang District, under the Office of Udon Thani Educational Services Area Zone 1, obtained by the cluster random sampling technique. Research instruments were 1) 6 lesson plans, using 12 hours in total, of the traditional Thai dancing in the subjects group of arts by using the Davies’ practical skills teaching method on the Sao Isan Serng Huad dance for Matthayomsuksa 1, 2) a 30-item multiple choices learning achievement test, 3) a 20-item of 5 aspects satisfaction survey of the Matthayomsuksa 1 students toward the learning activity arrangement on the traditional Thai dancing in the subjects group of arts by using the Davies’ practical skills teaching method on the Sao Isan Serng Huad dance.
 The results of the study were as follows:
1. The lesson plans of the traditional Thai dancing in the subjects group of arts by
using the Davies’ practical skills teaching method on the Sao Isan Serng Huad dance for Matthayomsuksa 1 developed by the researcher had an efficiency of 84.24/89.44 which was higher than the expected requirement of 80/80.
2. The effectiveness index of the traditional Thai dancing in the subjects group of arts
by using the Davies’ practical skills teaching method on the Sao Isan Serng Huad dance for Matthayomsuksa 1 was .7983 and the students had learning advancement of 79.83 percent.
3. The Matthayomsuksa 1 students had satisfaction toward learning the
traditional Thai dancing in the subjects group of arts by using the Davies’ practical skills teaching method on the Sao Isan Serng Huad dance at a high level, (  = 4.24).
 In conclusion, the learning activity arrangement  of the traditional Thai dancing in the subjects group of arts by using the Davies’ practical skills teaching method on the Sao Isan Serng Huad dance for Matthayomsuksa 1 was efficient; the students had scores after studying higher than before studying; and the students had satisfaction toward learning traditional Thai dancing.
Keyword  :  Subjects Group of Arts, Practical Skills Teaching Model

บทนำ

 ศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นรากฐานของ การสร้างสรรค์ความสามัคคี  และความมั่นคง ของชาติเป็นสิ่งที่แสดงถึงศักดิ์ศรี  เกียรติภูมิ  และความภาคภูมิใจร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ   จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการฟื้นฟูและสืบทอด เป็นมรดกของชาติ  เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่และประชาชนทุกระดับเกิดความรู้  ความเข้าใจ  เห็นคุณค่าภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรม  และช่วยอนุรักษ์ให้ดำรงคงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป  การศึกษาเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศชาติทั้งในด้านการเมือง  การปกครอง  และเศรษฐกิจ  ทั้งนี้เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการที่เสริมสร้างและถ่ายทอดความรู้ความคิด  เจตคติ  วัฒนธรรมและทักษะอื่นๆ 
การจัดการประถมศึกษาถือว่าเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานเบื้องต้น  ที่มีความสำคัญ  เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ  สำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ตามวัยและความสามารถรวมทั้งดำรงตน  เป็นพลเมืองดีของชาติ  (สำนักงานคณะกรรมการ
การประถมศึกษาแห่งชาติ.    2541  :  1) 
 การจัดการศึกษาต้องให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาตนเองทั้งด้านร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  อารมณ์และสังคม  ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม  ส่งเสริมให้มีการเชื่อมั่นในตนเองกล้าแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์  สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข  พัฒนาผู้เรียนให้เกิดความรู้  ความเข้าใจ การคิดที่เป็นเหตุเป็นผล เปิดโอกาสให้แสดงออกอย่างอิสระทำให้ผู้เรียนได้รับการส่งเสริมสนับสนุน  ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  ดัดแปลงจินตนาการสุนทรียภาพและเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยและสากล  อันเป็นการเสริมสร้างให้ชีวิตมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  ช่วยให้จิตใจงดงามมีสมาธิ  ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์  เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติและสังคม  (กรมวิชาการ.    2545  ข  :  1-2)  หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2551  เป็นหลักสูตรที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี  มีปัญญา  มีความสุข 
มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์  เห็นคุณค่าของตนเอง  มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  มีความรู้  ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต มีสุขภาพกาย  และจิตที่ดี สุขนิสัยดี และรักการออกกำลังกาย มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย  และพลเมืองโลก  ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย  การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมมีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคมและอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขมีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ  
 สาระนาฏศิลป์  เป็นสาระที่มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  มีจินตนาการ ชื่นชมความงาม  ความไพเราะ  ความมีคุณค่า  ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์  ดังนั้นสาระนาฏศิลป์สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนด้านร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  อารมณ์  สังคม  ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม   พัฒนากระบวนการรับรู้ทางนาฏศิลป์การเห็นภาพรวม การสังเกตรายละเอียด  สามารถค้นพบศักยภาพของตนเอง อันเป็นพื้นฐานของการประกอบอาชีพได้   ด้วยการมีความรับผิดชอบ  มีระเบียบวินัย  สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข  ด้วยลักษณะธรรมชาติของสาระนาฏศิลป์  การเรียนรู้  เทคนิควิธีการทำงาน  ทำให้ผู้เรียนได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้คิดริเริ่มสร้างสรรค์  จินตนาการ  มีสุนทรียภาพและเห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม 
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล ชื่นชมและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน  (เรณู  โกศินานนท์  :  2544)   นาฏศิลป์ เป็นศิลปะที่ให้ความบันเทิงใจด้วยการร้องรำทำเพลง  มีลักษณะการแสดงที่อ่อนช้อยงดงาม  ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างหนึ่ง  ฉะนั้นพฤติกรรมหล่อหลอมประมวลสิ่งที่ดีงามที่เกี่ยวข้องกับกาย  วาจา  ใจ  จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ที่แตกต่างไปจากสัตว์โลกทั้งหลาย  นาฏศิลป์มีการรักษาสืบเนื่องมาแต่โบราณ  จนเป็นแบบแผน  ในบางส่วนถึงแม้ว่าจะเป็นแบบแผนมาจากต่างชาติ  ก็ได้นำมาปรับปรุงให้เข้ากับหลักศิลปะและจารีตประเพณีของคนไทย  จากการประเมินกิจกรรมการเรียนการสอนในปีการศึกษา  2552  ปัญหาที่พบในกลุ่มสาระนาฏศิลป์  คือ  ผู้เรียนไม่สามารถเปิดตำราค้นคว้าหาความรู้ศึกษาอ่านด้วยตนเอง   และครูผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียน  การสอนขาดทักษะกระบวนการที่ชัดเจน  ทำให้ผู้เรียนไม่สนใจเรียน  เบื่อเรียน  เพราะคิดว่าการฟ้อนรำเป็นเรื่องยากและไม่กล้ารำ  คิดท่ารำเองไม่ได้  ทำให้เป็นปัญหาที่สำคัญในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสาระนาฏศิลป์  ส่งผลต่อการสอบภาคปฏิบัติ  และทำให้ให้ผลสัมฤทธิ์ทาง  การเรียนสาระนาฏศิลป์ค่อนข้างต่ำ  ไม่บรรลุตามเป้าหมายหรือเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้  ด้วยเหตุนี้จึงควรนำวิธีการเหล่านั้นมาเป็นเครื่องมือในการอบรมสั่งสอนนักเรียน  ให้มีความตระหนักถึงศิลปวัฒนธรรมของไทย  (สุมิตร  เทพวงษ์.    2541  :  5)  ดังนั้นการสอนนาฏศิลป์ในโรงเรียนเป็นการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม  ที่ควรดำรงรักษาไว้ให้แก่คนรุ่นหลัง  และการนำเอาขั้นตอนการเซิ้งหวดมาถ่ายทอดเป็นนาฏศิลป์พื้นเมือง  สร้างสรรค์ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้  ถือว่าเป็นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย 
 รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์  (ทิศนา  แขมมณี.    2553  ;  อ้างอิงมาจาก  Davies.    1971  :  50 – 56)  ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะปฏิบัติไว้ว่า  ทักษะส่วนใหญ่จะประกอบด้วยทักษะย่อย  จำนวนมาก การฝึกให้ผู้เรียนสามารถทำทักษะย่อย  เหล่านั้น ได้ก่อนแล้ว
จึงเชื่อมโยงต่อกันเป็นทักษะใหญ่   จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จได้ดีและรวดเร็วขึ้น  ซึ่งกระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบมีทั้งหมด  5  ขั้น  คือ  ระเบียบวิธีการสอน  (Methodology)
ได้แก่  1)  ขั้นสาธิตทักษะหรือการกระทำ  ขั้นนี้เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนได้เห็นทักษะหรือการกระทำที่ต้องการให้ผู้เรียนทำให้ในภาพรวม  โดยการสาธิตให้ผู้เรียนดูทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ  ทักษะหรือการกระทำที่สาธิตให้ผู้เรียนดูนั้นจะต้องเป็นการกระทำในลักษณะที่เป็นธรรมชาติไม่ช้าหรือเร็วเกินปกติ  ก่อนการสาธิตครูควรให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนในการสังเกต  ควรชี้แนะจุดสำคัญที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษในการสังเกต  2)  ขั้นสาธิต  เมื่อผู้เรียนได้เห็นภาพรวมของการกระทำหรือทักษะทั้งหมดแล้ว  ผู้สอนควรจะแตกทักษะทั้งหมดให้เป็นทักษะย่อย ๆ หรือแบ่งสิ่งที่กระทำออกเป็นส่วนย่อย ๆ  และสาธิตส่วนย่อยแต่ละส่วนให้ผู้เรียนสังเกตและทำตามไปทีละส่วนอย่าง
ช้า ๆ   3)  ขั้นให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย  ผู้เรียนลงมือปฏิบัติทักษะย่อยโดยไม่มีการสาธิตหรือมีแบบอย่างให้ดู  หากติดขัดจุดใด  ผู้สอนควรให้คำชี้แนะ  และช่วยแก้ไขจนผู้เรียนทำได้  เมื่อได้แล้วผู้สอนจึงเริ่มสาธิตทักษะย่อยส่วนต่อไป  และให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยนั้นจนทำได้  ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนกระทั่งครบทุกส่วน  4)  ขั้นให้เทคนิควิธีการ   เมื่อผู้เรียนปฏิบัติได้แล้ว  ผู้สอนอาจแนะนำเทคนิควิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำงานนั้นได้ดีขึ้น  เช่น  ทำให้ประณีตสวยงามขึ้นทำได้รวดเร็วขึ้น  ทำได้ง่ายขึ้น  หรือสิ้นเปลืองน้อยลง  เป็นต้น 
5)  ขั้นให้ผู้เรียนเชื่อมโยงทักษะย่อย ๆ  เป็นทักษะที่สมบูรณ์   เมื่อผู้เรียนสามารถปฏิบัติแต่ละส่วนได้แล้ว จึงให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย ๆ  ต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบและฝึกปฏิบัติหลาย ๆ  ครั้ง  จนกระทั่งสามารถปฏิบัติทักษะที่สมบูรณ์ได้อย่างที่ชำนาญ การจัดการเรียนการสอนให้มีการเรียนรู้ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติควบคู่กัน
 จากเหตุผลดังกล่าวผู้ศึกษาค้นคว้าจึงสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  5  ขั้น  ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามระเบียบวิธีการสอน  (Methodology) จากประสบการณ์ตรงง่ายแก่การฝึกปฏิบัติ   มีการจัดกิจกรรมเรียนการสอนที่เน้น การปฏิบัติและเป็นการพัฒนาด้านความสามารถของผู้เรียนด้านการปฏิบัติ   การกระทำหรือการแสดงออกต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะส่วนใหญ่จะประกอบด้วยทักษะย่อย ๆ จำนวนมากการฝึกให้ผู้เรียนสามารถทำทักษะย่อย ๆ  เหล่านั้นได้ก่อนแล้วจึงเชื่อมโยงต่อกันเป็นทักษะใหญ่ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จได้ดีและรวดเร็วขึ้น  และผู้ศึกษาค้นคว้าจึงได้คิดประดิษฐ์ท่ารำขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับเนื้อหาสาระของการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองภาคอีสาน  โดยนำเอาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ใกล้ตัวของผู้เรียน ได้แก่  ท่ารำ สาวอีสานเซิ้งหวด  ซึ่งเป็นการรำเซิ้งที่ เกิดจากการเลียนแบบท่าทางการทำมาหากินในชีวิตประจำวันของคนอีสาน  และหวด  เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง  ที่ใช้นึ่งข้าวเหนียว  นึ่งอาหาร  เป็นต้น  สาวอีสานเซิ้งหวด  ท่ารำจึงเป็นขั้นตอนของการสานหวดที่สวยงามเข้ากับจังหวะเพลงที่สนุกสนาน  เพลงที่นำมาประกอบจังหวะเซิ้งหวด  คือ  เพลงลายแมงภู่ตอมดอก  เพื่อสร้างแรงจูงใจ   ทัศนคติที่ดีให้กับผู้เรียน  และเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนาน  ชื่นชมและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น  จึงคิดว่ารูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  5 ขั้นร่วมกับการรำเซิ้งสาวอีสานเซิ้งหวด  น่าจะเป็นรูปแบบการสอนที่พัฒนาให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม  ด้วยตนเองตามขั้นตอนของเดวี่ส์  จนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้  ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนหลังเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน 
ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า
 1.  เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  เรื่อง สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่มีประสิทธิภาพ  80/80
 2.  เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลปะ  กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ศิลปะ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1
 3.  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของ
เดวี่ส์  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด   
ความสำคัญของการศึกษาค้นคว้า
 1.  ผลการจัดการเรียนรู้ในครั้งนี้ทำให้ได้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนมากที่สุด
 2.  ให้ข้อสนเทศ สำหรับครูและผู้สนใจนำไปประยุกต์ใช้  ประกอบกิจกรรม การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการแลความสามารถของผู้เรียนในส่วนที่เกี่ยวข้องให้บรรลุผล
ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า 
 1.  ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
  1.1  ประชากรที่ใช้ศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ภาคเรียน
ที่  2  ปีการศึกษา  2553   ในกลุ่มโรงเรียนนาคำขอนกว้าง  ซึ่งมี  2  โรงเรียน  คือ  โรงเรียน
บ้านหนองนาคำ  อำเภอเมือง   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต  1  และโรงเรียนธาตุโพนทองวิทยา  อำเภอเมือง  สำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษาการศึกษาอุดรธานี  เขต  21  จำนวน  105  คน  จำนวน  3  ห้องเรียน
  1.2   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้   เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 
ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา  2553  โรงเรียนบ้านหนองนาคำ  อำเภอเมือง  สำนักงานเขตพื้นที่ประถม
การศึกษาอุดรธานี  เขต  1  จำนวน 30  คน  จำนวน  1  ห้อง  ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม  (Cluster Random  Sampling)
 2.  เนื้อหาที่ใช้ศึกษาค้นคว้าเป็นเนื้อหาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2551  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  สาระนาฏศิลป์   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ภาคเรียนที่ 2 
ปีการศึกษา  2553  จำนวน  6  แผน  12  ชั่วโมง  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด 
 3.  ระยะเวลาในการศึกษาค้นคว้า  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา   2553
วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า
 1.  นำหนังสือจากศูนย์พัฒนาการศึกษาอุดรธานี   มหาวิทยาลัยมหาสารคามยื่นต่อผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองนาคำ  อำเภอเมือง   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 1 เพื่อขออนุญาตและให้การสนับสนุนการศึกษา
 2.  จากนั้นทำการสุ่มแบบกลุ่ม  (Cluster  Random  Sampling)  กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1/1  โรงเรียนบ้านหนองนาคำ  กลุ่มโรงเรียนนาคำขอนกว้าง  อำเภอเมือง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  1   จำนวน   30   คน  จำนวน  1  ห้อง
 3.  ทดสอบก่อนเรียน  (Pretest)  ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  สาระนาฏศิลป์  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว  จำนวน   30  ข้อ   ดำเนินการทดสอบก่อนเรียนเสร็จแล้วตรวจเก็บคะแนนไว้
 4.  ดำเนินการสอนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์   กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  จำนวน  6  แผน  เวลา  12  ชั่วโมง 
 5.  นำแบบทดสอบหลังเรียน  (Posttest)  วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระนาฎศิลป์
ฉบับเดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน  จำนวน  30  ข้อ   ดำเนินการทดสอบหลังเรียนเสร็จแล้วตรวจเก็บคะแนนไว้
   6.  วัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว จำนวน 
20  ข้อ  ดำเนินการวัดความพึงพอใจหลังเรียน
ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  
เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  เสร็จแล้วตรวจเก็บคะแนนไว้  ดังตาราง  6
การวิเคราะห์ข้อมูล
 ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามความมุ่งหมายการศึกษาค้นคว้า   ดังนี้  1.  วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเครื่องมือ
  1.1  การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์   กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยใช้รูปการสอนแบบทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  เรื่อง 
สาวอีสานเซิ้งหวด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ด้วยการคำนวณค่า  E1/E2  เพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์  80 / 80  
  1.2.  วิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index  :  E.I.) ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์   เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
  1.3.  เพื่อวิเคราะห์ผลจากแบบสอบถามความพึงพอใจ  เพื่อหาค่าระดับความพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1
สรุปผล
 การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  สรุปผลได้ดังนี้
  1.  ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้
ศิลปะ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์   เรื่อง สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 
เท่ากับ  84.24 / 89.44  
  2.  ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์   กลุ่มสาระ การเรียนรู้ศิลปะโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์   เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   มีค่าเท่ากับ  0.7769   นักเรียนมีความก้าวหน้าในด้านการเรียนรู้เพิ่มขึ้น
ร้อยละ  77.69
  3.  ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์   เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด   มีความพึงพอใจต่อการเรียนทั้ง  5  ด้าน  โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 
โดยมีค่าคะแนนเท่ากับ  4.24
อภิปรายผล
 1.  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์   กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดย
ใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  เรื่อง 
สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษา
ค้นคว้าสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ  เท่ากับ  84.24 / 89.44  ซึ่งหมายความว่า นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยจากการทำใบกิจกรรม  การประเมินพฤติกรรม  และการทดสอบย่อยประจำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้ง  6  แผน  คิดเป็นร้อยละ  84.24  และมีคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของทุกคนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ  89.44  แสดงว่าแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษา สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80  ที่กำหนดไว้  ทั้งนี้เนื่องมาจากแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  ได้สร้างและได้ผ่านการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ   ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ  พัชรี  ใจชอบ  (2545  :  55-59)  พบว่า  แผนการจัดการเรียนรู้  เรื่อง 
รำเซิ้งกระติบข้าว  วิชาดนตรีและนาฏศิลป์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก   นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ  เรื่อง  การรำเซิ้งกระติ๊บข้าว 
คิดเป็นร้อยละ  88.80  โดยมีผู้สอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ที่ตั้งไว้  สอดคล้องกับผลการศึกษาของ  สายวสันต์ 
สุระไตร  (2547  :  70-72)  พบว่า  แผนการจัดการเรียนรู้  เรื่อง  รำหนุ่มสาวฟ้อนโหวด  สาระนาฏศิลป์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  พบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ  81.81/89.20  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80  ที่ตั้งเอาไว้  สอดคล้องกับผลการศึกษาของ  ปิยามรัตน์  เศรษฐดาวิทย์  (2547  :  70-72)  ได้ศึกษาการประดิษฐ์ท่ารำประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัย  กิจกรรมนาฏศิลป์  ชุดระบำพุทไทมาศ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  พบว่า  นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยจากการประเมิน เท่ากับ  4.62  มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด  และสามารถนำไปจัดกิจกรมนาฏศิลป์ได้เป็นอย่างดี เพราะ  เป็นเรื่องใกล้ตัว เกี่ยวข้องกับประเพณีของท้องถิ่นอันจะส่งผลให้นักเรียนเกิดความรัก  ความภาคภูมิใจในท้องถิ่น  ทั้งนี้มาจากการสร้างและการพัฒนาที่เป็นระบบ และสอดคล้องกับผลการศึกษาของ  รำไพ  บุญเลิศ  (2549  :  69 -70)  ได้พัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  สาระนาฏศิลป์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  เรื่อง   รำเต้ยหนุ่มสาวชาวนา  พบว่า  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  84.24/ 89.00  สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้  80/80  ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นทักษะการปฏิบัติ  ครูเป็นเพียงผู้คอยชี้แนะ  จะช่วยให้กิจกรรมดำเนินไปตามจุดมุ่งหมาย  ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ผลการศึกษาเป็นเช่นนี้เนื่องจากเป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นแผนที่ผ่านการตรวจสอบอย่างมีระบบ  คือ  มีความมุ่งหมายที่ดี  ชัดเจน  สามารถจัดกิจกรรมได้ถูกต้องตามขั้นตอน  มีสื่อ/อุปกรณ์การเรียนรู้  วิธีวัดและประเมินผลได้สอดคล้องและเหมาะสมกับความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน  ช่วยให้ครูเกิดความเชื่อมั่นในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่นำไปใช้สอนในสถานการณ์จริง   รวมทั้งเป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดทำขึ้นอย่างมีคุณภาพ  ช่วยให้ครูสามารถมองเห็นลู่ทางของการจัดกิจกรรมให้กับผู้เรียนด้วยความมั่นใจ  เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของเนื้อหาสาระ   สื่อ/อุปกรณ์การเรียนรู้   การวัดและประเมินผลได้เหมาะสมกับผู้เรียน  ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความหมายและเกิดความศรัทธาในตัวครูเป็นการช่วยพัฒนาและยกระดับวิชาชีพครูให้สูงขึ้น  (ทวี  ชูศรีโสม.    2544  :  39 - 40  ;  อ้างอิงมาจากสถาบันราชภัฏมหาสารคาม.    2539  :  121)  จึงทำให้ได้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีคุณภาพและเกิดประสิทธิภาพในการนำไปใช้สอน
  2.  ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์   เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด 
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   มีค่าเท่ากับ   0.7769  ซึ่งหมายความว่า  โดยเฉลี่ยนักเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้น  0.7769   แสดงว่า  แผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้น  สามารถทำให้ผลการเรียนของนักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สูงขึ้น ทั้งนี้เนื่องจาก แผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้น มีกิจกรรมการเรียนที่สามารถทำให้นักเรียนเรียนอย่างสนุกสนาน  เพราะทักษะปฏิบัติส่วนใหญ่ จะประกอบจากทักษะย่อย ๆ  จำนวนมาก  การฝึกให้ผู้เรียนสามารถทำทักษะย่อย ๆ ได้ก่อนแล้วค่อยเชื่อมโยงเป็นทักษะใหญ่  จะช่วยให้เรียนรู้ได้ดีและรวดเร็วขึ้น ทำให้หลังเรียนนักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 77.69   ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ  สุดใจ  รัตนมงคล  (2552  :  บทคัดย่อ)  พบว่า  แผนการจัดการเรียนรู  การพัฒนาเพลงและทารําเซิ้งคําขวัญเมืองอุดรธานี  กลุมสาระศิลปะ  (สาระนาฏศิลป)  สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่   5  มี  ดัชนีประสิทธิภาพเทากับ  81.09/86.67 2.  ดัชนีประสิทธิผลมีคาเทากับ  0.7587  แสดงวานักเรียนมี คะแนนหลังเรียนสูงกวากอนเรียนคิดเปนรอยละ  75.87นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่   5  มีความพึงพอใจตอการเรียนรู  การพัฒนาเพลงและทารําเซิ้งคําขวัญเมืองอุดรธานี  กลุมสาระศิลปะ  (สาระนาฏศิลป )  อยูในระดับมาก  โดยมีคาเฉลี่ยเทากับ  2.85  และสอดคล้องกับ รำไพ  บุญเลิศ  (2549  :  69 -70)  ได้พัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  5  เรื่อง  รำเต้ยหนุ่มสาวชาวนา  พบว่า  มีค่าดัชนีประสิทธิผล  เท่ากับ  0.5824  ซึ่งแสดงว่า  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น  ทำให้หลังเรียนนักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน คิดเป็นร้อยละ  58.24   แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ  0.770   แสดงว่า  ทำให้หลังเรียนนักเรียนมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ  77.00  
  3.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์ เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  
มีความพึงพอใจต่อการเรียนทั้ง  5   ด้าน  มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากมีค่าคะแนนเท่ากับ  4.24  หมายความว่า  นักเรียนมีความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติที่ดีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์  รวมทั้งกระบวนการองค์ประกอบตลอดจนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น ๆ  เกิดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนากรสอน  ซึ่งผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่า กิจกรรมการเรียนศิลปวัฒนธรรมของชุมชนในภาคอีสานที่มีมาช้านาน   มีความเร้าใจ   สนุกสนาน และมีความหมายในชีวิตประจำวัน  และผู้แสดงมีโอกาสได้แสดงความสามารถและแสดงออกได้เต็มที่  ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกที่ดีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับ ชัยวัฒน์  ดุงศรีแก้ว  (2543  :  14)  ได้สรุปไว้ว่าความพึงพอใจไว้ว่า  เป็นความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานที่มีต่อการปฏิบัติงานรวมทั้งกระบวนการองค์ประกอบตลอดจนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น ๆ  หากเป็นไปในทางบวกจะมีผลทำให้เกิดความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงานจะมีการเสียสละอุทิศแรงกายแรงใจแรงทรัพย์และสติปัญญาให้แก่งานมากขึ้นแต่ในทางตรงกันข้ามหากผู้ปฏิบัติงานเกิดความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติต่อการปฏิบัติงานไปในทางลบจะมีผลต่อการปฏิบัติงาน และสอดคล้องกับผลการวิจัยของ อารอน  ผลสว่าง  (2552  :  บทคัดย่อ) พบว่า  ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5  ที่มีต่อการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง  เซิ้งสร้างสรรค์ หน่วย การร่ายรำเบื้องต้น  สาระนาฏศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่  5  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด  ( = 4.45)  และมีความพึงพอใจสอดคล้องกัน (S.D. = 0.19)  เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีข้อที่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดอยู่ 2 ข้อตามลำดับดังนี้ คำอธิบายท่ารำเข้าใจง่าย  สามารถปฏิบัติตามได้ 
(  = 4.68)  และ  ปกและรูปเล่มสวยงามน่าสนใจ  (  = 4.57)     นอกจากนั้นอยู่ในระดับมาก  8  ข้อ
 จากผลการศึกษาค้นคว้าที่กล่าวมา  การจัดกิจกรรมการเรียนรู้  นาฏศิลป์  กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ศิลปะโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวี่ส์   เรื่อง  สาวอีสานเซิ้งหวด  เป็น
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เป็นกระบวนการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  5  ขั้น  ได้แก่  ขั้นสาธิตการกระทำ 
ขั้นสาธิตทักษะย่อย  ขั้นให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย   ขั้นให้เทคนิควิธีการและขั้นให้ผู้เรียนเชื่อมโยงทักษะย่อย ๆ เป็นทักษะที่สมบูรณ์  ซึ่งในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นทักษะการปฏิบัติโดยครูเป็นผู้คอยชี้แนะ  ทำให้หลังเรียนนักเรียนมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น มีความรู้สึกหรือเจตคติที่ดีต่อกิจกรรมการเรียนการสอน ทำให้มีการทุ่มเทเสียสละอุทิศแรงกาย  แรงใจ  สติปัญญาให้แก่งานอย่างแท้จริง   ส่งเสริมให้กิจกรรมดำเนินไปตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้
ข้อเสนอแนะ
 1.  ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
  1.1  ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่การรับผิดชอบจัดการศึกษา ควรสนับสนุน
ให้ครูผู้สอนนำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้   เรื่อง   สาวอีสานเซิ้งหวด  ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้น ไปประกอบการแสดงนาฏศิลป์อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะการนำไปประยุกต์ใช้ในโอกาสสำคัญ หรือเทศกาลสำคัญต่าง ๆ  ในชุนชนอีสาน
  1.2  การนำเครื่องมือทักษะปฏิบัติทางนาฏศิลป์ไปใช้   ไม่ควรใช้การสังเกตนักเรียนเกิน 10  คน  ในแต่ละครั้ง  เพราะจะทำให้สังเกตการณ์ปฏิบัติงานของนักเรียนได้ไม่ทั่วถึง
  1.3  การนำแบบสังเกตไปสังเกตนักเรียนนั้นอาจให้คะแนนเป็นรายกลุ่มหรือรายบุคคลได้
 2.  ข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้าครั้งต่อไป
  2.1  การฝึกซ้อมท่ารำของนักเรียนชายครูควรใช้วิทยากรภายนอกที่มี  ประสบการณ์เชี่ยวชาญและมีบุคลิกภาพที่จะทำให้นักเรียนชายเกิดความพึงพอใจ  ในการฝึกท่ารำมากกว่านี้
  2.2  ควรศึกษาพฤติกรรมผู้เรียนจากผลการจัดกิจกรรม  เรื่อง   สาวอีสานเซิ้งหวด
  2.3  ควรศึกษาประเภทการรำเซิ้งและการฟ้อน  ที่เป็นการแสดงพื้นบ้านอีสานชุดต่างๆ เพื่ออนุรักษ์เผยแพร่ต่อไป
  2.4  ควรนำศิลปาชีพในภาคอีสานมาประยุกต์เป็นชุดการแสดงให้มีความหลากหลาย
 3.  ข้อควรระวังในการศึกษาค้นคว้าครั้งต่อไป
  3.1  ไม่ควรสังเกตนักเรียนเกิน 10  คน  ในแต่ละครั้ง  เพราะจะทำให้สังเกตการณ์ปฏิบัติงานของนักเรียนได้ไม่ทั่วถึง
  3.2  ไม่ควรนำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ไม่สมบูรณ์มาวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพราะจำให้ผู้เรียนไม่เข้าใจว่าครูจะทำการสอนแต่ละครั้งมีขอบเขตเนื้อหาแค่ไหน  ใช้กิจกรรมการเรียนการสอนอะไร  และเพื่อให้นักเรียนบรรลุในเรื่องอะไร 
เอกสารอ้างอิง
กรมวิชาการ.    แนวทางการจัดทําหลักสูตรสถานศึกษา.    กรุงเทพฯ  :  องคการรับสงสินคาและ
 พัสดุภัณฑ์,  2545.
สุดใจ  รัตนมงคล.    การพัฒนาเพลงและทารําเซิ้งคําขวั ญเมืองอุ ดรธานี  สาระศิลปะ 
 (สาระนาฏศิลป)  สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่  5.    การศึกษาค้นคว้าอิสระ 
 กศ.ม.  มหาสารคาม  :  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,  2551.
ชัยวัฒน์  ดุงศรีแก้ว.    ความพึงพอใจของครูผู้สอนต่อการปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียน
 ประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี.   
 รายงานการศึกษา ค้นคว้าอิสระ  กศ.ม.  มหาสารคาม  :  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,  2543.
ทิศนา  แขมมณี.    การจัดการเรียนการสอนทยึดนักเรียนเป็นสำคัญ  โมเดล  ซิปปา.    พิมพ์ครั้งที่  2.
 กรุงเทพฯ  :  ชนารักษ์,  2543.
ปิยามรรัตน์  เศรษฐดาวิทย์. ชื่อเรื่อง. การประดิษฐ์ท่ารำประกอบการเรียนการ สอนกลุ่มสร้างเสริม
 ลักษณะนิสัย กิจกรรมดนตรีและนาฏศิลป์ชุดระบำพุทไธมาศ.    รายงานการศึกษาค้นคว้า
 อิสระ  กศ.ม.  มหาสารคาม  :  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,  2547.
ทวี  ภูศรีโสม.    คู่มือการปฏิบัติการการจัดทำแผนการสอน.  นครพนม  : หน่วยศึกษานิเทศก์     
 สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครพนม,  2547.
เรณู  โกศินานนท์.    นาฏศิลป์ไทย.    กรุงเทพฯ  ไทยวัฒนาพานิช,  2544.
รำไพ  บุญเลิศ.    การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  เรื่อง  รำเต้ยหนุ่มสาวชาวนาด้วยสื่อวีดีทัศน์.    การศึกษาค้นคว้าอิสระ  กศ.ม.
 มหาสารคาม  :  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,  2549.
สายวสันต์  สุชะไตร.  การพัฒนาแผนการเรียนรู้เรื่องรำหนุ่มสาวฟ้อนโหวด กลุ่มสาระการเรียนรู้
 ศิลปะ (สาระนาฏศิลป์) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.    การศึกษาค้นคว้าอิสระ  กศ.ม.
 มหาสารคาม  :  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,  2547.
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ.    แผนการศึกษาแห่งชาติ  ฉบับที่  8  (พ.ศ. 2541-
 2544).    กรุงเทพฯ  :  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,  2541.   
อารอน  ผลสว่าง.    การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน หน่วย การร่ายรำเบื้องต้น  เรื่อง  เซิ้ง
 สร้างสรรค์สาระนาฏศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะชั้นประถมศึกษาปีที่ 5.  
ข้อความ (0)Add Comment

เขียนข้อความ
smaller | bigger

busy
 

ข่าวการศึกษา