Home กิจกรรม บทความวิจัย (นางเจียงลม โฉมหาญ)

บทความวิจัย (นางเจียงลม โฉมหาญ)

อีเมล พิมพ์ PDF
บทความวิจัย นางเจียงลม  โฉมหาญ

        ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเรื่อง  ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1Results of Learning Activity Arrangement Based on the Multiple Intelligence Theory of the Subjects Group of Arts on Thai Regional Visual Arts Topic for Matthayomsuksa 1 เจียงลม  โฉมหาญ1   วราพร   หรสิทธิ์2Chianglom Chomharn1  Waraporn Horasit2 
บทคัดย่อ              
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวพหุปัญญาช่วยในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถรอบด้าน เพื่อใช้เป็นหลักในการดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข การจัดกิจกรรมที่หลากหลายจะตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล และเป็นการพัฒนาความสามารถเต็มตามศักยภาพของผู้เรียน ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1)  เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา และ 4) เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี นักเรียน  35  คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม  (Cluster Random Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ แผนการเรียนรู้ เรื่อง เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย  จำนวน 6 แผน ทำการสอนแผนละ  2  ชั่วโมง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  4.53  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.21 ถึง 0.63 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า  ชนิด 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.34 ถึง 0.69 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล    1.1  ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน                ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า                    1.  ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  เท่ากับ  84.70/82.08                   2.  ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 0.6226  แสดงว่า กิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ  62.26                   3.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 
1  นิสิตระดับปริญญาโท  สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน  คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม2 อาจารย์ที่ปรึกษา                              โดยสรุป  การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเรื่อง  ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่พัฒนาขึ้น  มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม  ส่งผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และสามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้  เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนให้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพให้บรรลุความมุ่งหมายของหลักสูตรต่อไป คำสำคัญ  :   ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย, ทฤษฎีพหุปัญญา ABSTRACT  :                   Learning activity arrangement based on the multiple intelligence theory assisted in developing the learners’ knowledge and well-rounded capability in order to live happily. Various activities arrangement would respond to individual differences and develop learners’ ability to the highest capability. Thus, this research aimed to 1) develop a learning activity based on the multiple intelligence theory with an efficiency of 80/80, 2) study the effective index of learning activity based on the multiple intelligence theory , 3) investigate the students’ satisfaction toward learning activity arrangement based on the multiple intelligence theory and, 4) find out the results of the learning activity arrangement based on the multiple intelligence theory in subjects group of arts on the regional Thai visual arts for Matthayomsuksa 1.  Research samples were 35 students from the Matthayomsuksa 1/1 class who were studying in the second semester of the academic year 2010 at Baan Nong Na Kham School, Muang District, Udon Thani Province, obtained by the cluster random sampling technique. Research instruments were 6 lesson plans, using 2 hours of each plan, on Thai regional visual arts topic with mean of 4.53, a 40-item multiple choices learning achievement test having discriminating power ranged from 0.21 to 0.63 and a reliability of 0.92, a 20-item 5-rating-scale satisfaction survey with discriminating power ranged from 0.34 to 0.69 and a reliability of 0.89. Statistics used in data analyses were mean, percentage, and S.D.                The results of the study were as follows:1.     The efficiency of the learning activity arrangement based on the multiple intelligence theory in the subjects group of arts on the regional Thai visual arts for Matthayomsuksa 1 was 84.70/82.08.                   2. The effectiveness index of the learning activity arrangement based on the multiple intelligence theory in the subjects group of arts on the regional Thai visual arts for Matthayomsuksa 1 was 0.6226, showing that the learning activity caused the students’ learning advancement at 62.26 percent.                   3. The students had satisfaction toward the learning activity arrangement based on the multiple intelligence theory in the  subjects group of arts on the regional Thai visual arts for Matthayomsuksa 1 as a whole and by each aspect at a high level.                   In conclusion, the development of the learning activity arrangement based on the multiple intelligence theory in the subjects group of arts on the regional Thai visual arts for Matthayomsuksa 1 had appropriate efficiency and effectiveness which affected the learning achievements of the students and could be implemented in the learning activity in order to create learners’ wisdom for problem solving and develop the learners with quality to achieve the objectives of the curriculum. Keyword  : Thai regional visual arts, multiple intelligence theory1   .Ed. Curriculum and Instruction, Faculty of Education, Mahasarakham University2    Advisor                          

         บทนำ              
 การสอนศิลปะเป็นการทำงานอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องสร้างและพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถสูงขึ้น บรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร แต่เนื่องจากนักเรียนมีความแตกต่างกันในด้านประสบการณ์  ความรู้เดิม ความถนัด ความสนใจ สภาพแวดล้อมรอบตัว และความสามารถทางสติปัญญาที่เรียนรู้ผู้สอนจึงต้องวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความแตกต่างนั้น  เพื่อตอบสนองผู้เรียนในหลายลักษณะ ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นโจทย์ที่สำคัญในการดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนั้นการเสาะแสวงหาวิธีการที่เหมาะสมกับบริบทของตนเองจึงเป็นกุญแจสำคัญในการเรียนรู้  และการวิเคราะห์ผู้เรียน จะช่วยให้ครูมีความพร้อมที่จะสอนมากยิ่งขึ้น (กระทรวงศึกษาธิการ.    2539  :  4)  จากสภาพการจัดการเรียนการสอนที่ผ่านมา ในสาระทัศนศิลป์ครูผู้สอนเน้นกระบวนการปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนได้ถ่ายทอดศิลปะอันสวยงามสร้างสรรค์ โดยไม่ได้ตระหนักถึงความสามารถและความแตกต่างของบุคคลในการเรียนรู้  จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับบางคน  ที่มีความสนใจและมีความถนัดและเป็นเรื่องที่ยุ่งอย่างมากสำหรับคนที่ไม่มีทักษะด้านนี้เลย  ครูผู้สอนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงและพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งส่งเสริมและพัฒนาความสามารถหลายๆด้าน เพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายต่อการเรียน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เด็กไม่ฉลาด คิดไม่เป็น ทำงานไม่เป็น ครูผู้สอนจะต้องหาวิธีการทำเรื่องการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องสนุก และสามารถพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ โดยใช้ผู้เรียนเป็นตัวตั้ง ดังนั้นครูผู้สอนควรหาแนวทางในการพัฒนาผู้เรียนให้ผู้เรียนได้พัฒนาหลาย ๆ ด้าน  เพื่อค้นหาว่าผู้เรียนแต่ละคนมีความสามารถในด้านใดเป็นพิเศษ เพื่อจะได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้เหมาะกับบุคคลเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และสามารถดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างมีความสุขและรู้เท่าทันเพื่อเพิ่มทักษะการดำรงชีวิตในสภาพปัจจุบัน  และสร้างภูมิคุ้มกันในการรับรู้ข่าวสารซึ่งมีมามากมายหลายด้าน ดังจะพบได้จากการเข้าถึง สื่อต่าง ๆ ของเยาวชน เช่น  ทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ตซึ่งจัดว่าเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีความทันโลกและทันเหตุการณ์มากที่สุดในปัจจุบันนี้ ศิลปวัฒนธรรมไทยซึ่งจะช่วยให้เยาวชนมีจิตใจที่อ่อนโยน   มีระเบียบวินัย มีความรักในความเป็นไทยมากยิ่งขึ้น  และจากการศึกษาเอกสารพบว่า  เทคนิคหนึ่งที่ครูผู้สอนสามารถนำมาสนับสนุนส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองให้กับเด็กและเยาวชนก็คือ  “ศิลปะ”  ดังที่  Flauto  (1998) ได้ทำการศึกษาวิจัยพบว่า องค์ประกอบทางศิลปะต่างๆ สามารถช่วยให้ผู้เรียนเห็นคุณค่า และรู้ถึงขีดความสามารถและความฝันของพวกเขา ซึ่งมักปรากฏเห็นได้อย่างเด่นชัดผ่านทางศิลปะ และกระบวนการคิดสร้างสรรค์สามารถช่วยพัฒนาความเข้มแข็งของการสำนึกรู้ถึงผลสัมฤทธิ์ของผลงานและการเห็นคุณค่าในตนเอง รวมทั้ง บัญญัติ ยงย่วน และ ชัยวัฒน์ ผดุงพงษ์  (2550)  ได้กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะจะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-Esteem) ความภาคภูมิใจในตนเองหรือในวัฒนธรรมของตนนี้ จะเป็นพื้นฐานให้บุคคลนั้นยอมรับในวัฒนธรรมของคนอื่นด้วย นอกจากนี้กิจกรรมศิลปะยังช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจถึงความเกี่ยวข้องกันและความแตกต่างระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น ทำให้นักเรียนเกิดความตระหนักรู้ถึงความสลับซับซ้อนของสังคม สอดคล้องกับ The American Art Therapy Association  (1998)   ที่ได้กล่าวถึงกระบวนการคิดสร้างสรรค์ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานศิลปะ คือเป็นการช่วยเยียวยารักษาและช่วยเพิ่มคุณค่าของชีวิต                 ทฤษฎีพหุปัญญา เป็นแนวทางที่ทำให้   ได้กิจกรรมที่หลากหลาย น่าสนใจ เหมาะสมสอดคล้องกับความแตกต่างและความสนใจที่หลากหลายของผู้เรียน ดังนั้นการพัฒนาเยาวชนที่ดี การเรียนรู้ที่ดีต้องคำนึงการพัฒนาปัญญาด้านต่าง ๆ ที่ผู้เรียนแต่ละคนมีโอกาสต่างกัน การพัฒนาแต่ละปัญญาจะต้องจัดให้เพื่อเสริมกับพื้นฐานเดิมของผู้เรียน  ปัญญานั้น  จึงจะเพิ่มพูนได้สูง เรียกว่า เต็มศักยภาพ ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ศึกษาทฤษฎีเกี่ยวกับการสอนและวิธีการสอนแบบต่างๆ ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการเรียนรู้และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวันได้นั้น พบว่าทฤษฎีพหุปัญญาเป็นทฤษฎีหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง และช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียน เนื่องจากกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญา มีกิจกรรมหลากหลาย ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ส่งเสริมความสามารถแต่ละด้าน   ซึ่งทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์  (สุรศักดิ์  หลาบมาลา.    2541  :  53-54  ;  อ้างอิงมาจาก  Gardner.    1997  :  20-21)  กล่าวว่าปัญญาคือ ความสามารถของมนุษย์ในการแก้ปัญหา  ซึ่งแต่ละคนมีปัญญาทั้ง  8  ด้าน ได้แก่  1)  ปัญญาด้านภาษา (LinguisticIntelligence) คือ ความสามารถสูงในการใช้ภาษา  เช่น การพูด การเขียน การจัดกระทำเกี่ยวกับโครงสร้างของภาษา  เสียง  ความหมายและเรื่องราวเกี่ยวกับภาษา  2)  ปัญญาด้านการใช้เหตุผลและคณิตศาสตร์  (Logical-Mathematical Intelligence)  คือ  ความสามารถ  ในการใช้ตัวเลข ความเข้าใจในการเห็นความสัมพันธ์ แบบแผนตรรกวิทยา  การคิดเชิงนามธรรม และการคิดที่เป็นเหตุเป็นผลการคาดการณ์  3) ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์  (Spatial  Intelligence)  คือ ความสามารถในการมองเห็นพื้นที่ ความไวต่อสี เส้น รูปร่าง เนื้อหา และความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งเหล่านี้ แล้วแสดงออกเป็นรูปร่างถึงสิ่งที่เห็น  4)  ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว  (Bodily-Kinesthetic Intelligence)  ความสามารถในการใช้ร่างกายของตนเอง  แสดงความคิด ความรู้สึก ความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ปฏิบัติและทักษะทางกาย  5)  ปัญญาด้านดนตรี  (Musical Intelligence)  คือความสามารถด้านดนตรีความไวในเรื่องจังหวะ ทำนองเสียง  เข้าใจดนตรีและวิเคราะห์ดนตรี  6)  ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) คือ ความสามารถสูงในการเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกความคิด และเจตนาของผู้อื่น  7)  ปัญญาด้านตนหรือการเข้าใจตนเอง  (Intrapersonal Intelligence)  คือ  ความสามารถที่จะหยั่งรู้และสร้างตัวของตัวเองขึ้นในใจและใช้ตัวเองเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนและดำเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ  8)  ความสามารถด้านธรรมชาติ  (Naturalist  Intelligence)  คือ  ความสามารถในการรู้จักธรรมชาติของพืช และสัตว์ จัดจำแนก เข้าใจระบบธรรมชาติ ดังนั้นในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จึงต้องส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนให้เก่งหลายๆ ด้านการเรียนรู้แบบพหุปัญญาสามารถใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การอ่านนิทาน  การพูด  การคิดคำนวณ เกมปริศนา  ภาษามือ ภาษากาย การฝีมือ  การร้องเพลง ผิวปาก  เล่นดนตรี  ทำงานเป็นกลุ่ม  อภิปราย  เพื่อนสอนเพื่อน เลือกการบ้าน ประเมินผลงานของตนเอง  การบันทึก การสังเกตธรรมชาติ การปลูกดูแลต้นไม้ การเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า               1.  เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80              2.  เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1              3.  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   ความสำคัญของการศึกษาค้นคว้า               ผลของการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ทำให้ครูและนักเรียนมีพัฒนาการ  จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่องทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่มีประสิทธิภาพและเป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนศิลปะ และผู้สนใจนำไปใช้ในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพต่อไป  ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง               1.  ประชากร                    ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา  2553  โรงเรียนบ้านหนองนาคำ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต 1  และโรงเรียนธาตุโพนทองวิทยาคม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  20  จำนวน  105  คน จำนวน  3  ห้องเรียน              2.  กลุ่มตัวอย่าง                   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2553  โรงเรียนบ้านหนองนาคำ  กลุ่มโรงเรียนนาคำขอนกว้าง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี  เขต  1  จำนวน  35  คน  จาก  1  ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม  (Cluster Random Sampling)  ด้วยการจับสลากห้องเรียนมา  1  ห้องเรียนจากทั้งหมด  3  ห้องเรียน ขั้นตอนดำเนินการศึกษาค้นคว้า               1.  ทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน  40  ข้อ              2.  ดำเนินการสอนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทีละแผน  พร้อมเก็บคะแนนระหว่างเรียนด้วยการสังเกตพฤติกรรมด้านพหุปัญญา การทำใบงาน  ผลงาน  และแบบทดสอบย่อยท้ายแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้              3.  ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ ด้วยแบบทดสอบฉบับเดิม                   4.  หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา   กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1                   5.  หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1                     6.  วัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่มีต่อการจัดกิจกรรมด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  เรื่อง  ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า               เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มี  3  ชนิด  ได้แก่                   1.  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1                   2.  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1                     3.  แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่มีต่อการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1   สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล               1.  สถิติพื้นฐาน                   1.1  ค่าเฉลี่ย (Mean)                      1.2  ร้อยละ (Percentage)                      1.3  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (Standard Deviation)                1.  ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ  เรื่อง  ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  เท่ากับ  84.70/82.08              2.  ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 0.6226  แสดงว่ากิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ  62.26              3.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  เรื่อง  ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก  อภิปรายผล               จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในครั้งนี้ มีประเด็นที่ควรนำมาอภิปรายผลได้ดังนี้                   1.  ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  เท่ากับ  84.70/82.08ซึ่งประสิทธิภาพของกระบวนการจะสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และประสิทธิภาพของผลลัพธ์เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด  สามารถพัฒนาให้ผู้เรียนได้ศึกษาและแสวงหาความรู้ด้วยตนเองเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเอง ที่มีครูผู้สอนเป็นผู้สนับสนุนแหล่งเรียนรู้หรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ  ที่เหมาะสมให้ ซึ่งสอดคล้องกับ  เสรีรัตน์ อามาตย์  (2550  :  100-103 )  พบว่า  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง อาหารดีมีคุณภาพ  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีพหุปัญญา  ของโรงเรียนบ้านหนองแสงโคกน้อย  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น  เขต  1  มีประสิทธิภาพ 8 1.33/82.69ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 0.5376แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ  53.76  และการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา เป็นแนวทางที่ทำให้ได้กิจกรรมที่หลากหลาย น่าสนใจ เหมาะสมสอดคล้องกับความแตกต่างและความสนใจที่หลากหลายของผู้เรียน ดังนั้นการพัฒนาเยาวชนที่ดี การเรียนรู้ที่ดีต้องคำนึงถึงการพัฒนาปัญญาด้านต่าง ๆ ที่ผู้เรียนแต่ละคนมีโอกาสต่างกัน การพัฒนาแต่ละปัญญาจะต้องจัดให้เพื่อเสริมกับพื้นฐานเดิมของผู้เรียน ปัญญานั้น จึงจะเพิ่มพูนได้สูง  เรียกว่า  เต็มศักยภาพ  ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ศึกษาทฤษฎีเกี่ยวกับการสอนและวิธีการสอนแบบต่างๆ ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการเรียนรู้และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวันได้นั้น พบว่าทฤษฎีพหุปัญญาเป็นทฤษฎีหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง และช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียน เนื่องจากกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญา มีกิจกรรมหลากหลาย ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ส่งเสริมความสามารถแต่ละด้าน  (สุรศักดิ์ หลาบมาลา.    2541  :  53-54)  การที่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา มีประสิทธิภาพ  เนื่องมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้                        1.1  แผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น  ได้ผ่านกระบวนการขั้นตอนในการจัดทำอย่างมีระบบและวิธีการที่เหมาะสม  กล่าวคือ  ได้ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544  มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ เนื้อหาสาระการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้  และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทาง และยังได้ผ่านการตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องตามข้อเสนอแนะ  รวมทั้งผ่านการตรวจสอบและประเมินความถูกต้องเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ  ผ่านการทดลองใช้มาปรับปรุงก่อนนำไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง                        1.2  แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา ที่สร้างขึ้น  นับเป็นวัตกรรมทางการศึกษาที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามความสามารถของตน  ดังนั้น การเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา  จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนให้มีความเอาใจใส่ต่อบทเรียนมากยิ่งขึ้น                                        1.3  แผนการจัดการเรียนรู้ ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญา มีกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเอง คือ ด้านภาษา ด้านตรรกะ ด้านมิติ ด้านดนตรี ด้านการเคลื่อนไหว ด้านมนุษย์สัมพันธ์ ด้านเข้าใจตนเอง และด้านเข้าใจธรรมชาติ ซึ่งทำให้นักเรียนมีความสุขและพอใจในการทำงานที่ ตนเองถนัด ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ เยาวรัตน์ พราหมณ์แต่ง  (2550  :  97-101  พบว่า  แผนการเรียนรู้ เรื่อง ศิลปะพื้นบ้านของไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญา  แผนการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.07/82.60  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  สอดคล้องกับนริศรา สีหาราช   (2550  :  102-105 )  ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพหุปัญญา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ 92.10/ 81.68 ซึ่งเป็นไป ตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับเสรีรัตน์ อามาตย์  (2550  :  100-103)  ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง อาหารดีมีคุณภาพ  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการประยุกต์ใช้ทฤษฎีพหุปัญญา พบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ 81.33/82.69ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 สอดคล้องกับปุณญนุช  ไชยมูล  (2550  : 80)  ได้ศึกษาการพัฒนาบทเรียนบนเครือข่ายโดยใช้กิจกรรมตามแนวพหุปัญญาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่องนาฏศิลป์ไทยพื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า บทเรียนบนเครือข่ายโดยใช้กิจกรรมตามแนวพหุปัญญามีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.39./84.41 สอดคล้องกับฉัตรา ธนสีลังกูร  (2552  :  87-88) ได้ศึกษาผลการเรียนรู้ เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาประกอบแบบฝึกทักษะ พบว่า  แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาประกอบแบบฝึกทักษะมีประสิทธิภาพเท่ากับ  85.69/81.64  และสอดคล้องกับนาถนลิน ภูมิรัง  (2551  :  100-103 )  ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญา เรื่อง ของเล่น ของใช้  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่า การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพเท่ากับ  83.36 / 80.00                   2.  ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 0.6226  แสดงว่า กิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ  62.26 ซึ่งเป็นผลมาจากแผนการเรียนรู้ที่ยึดหลักการจัดกิจกรรมที่หลากหลายตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และความสามารถของแต่ละบุคคล กิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ จัดได้เหมาะสมเหมาะสม สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน นักเรียนมีการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง และกิจกรรมการเรียนรู้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาพหุปัญญาของตนเองได้อย่างเหมาะสมเต็มความสามารถ เกิดประสิทธิผลทางการเรียน ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างความรู้ ความสามารถของตนเองสู่ความสามารถทางสติปัญญาด้านต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งช่วยให้การเรียนศิลปะดีขึ้น และทำให้มีความก้าวหน้าทางการเรียนสูงขึ้น  ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของพิสมัย ปาละจูม  (2549  :  88-91) ได้ศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญา พบว่า ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 เท่ากับ .6589สอดคล้องกับกนกวรรณ  จันสด  (2551  :  89-90)  ได้ศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ารำวงมาตรฐาน โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพหุปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่  5  พบว่า ค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.6941 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนร้อยละ  69.41  สอดคล้องกับประดิษฐ์ คิอินธิ  (2552  :  79) ได้ศึกษาเรื่อง การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ เรื่องการละเล่นพื้นบ้านชาติพันธุ์โย้ย  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 0.6676 และสอดคล้องกับฉัตรา  ธนสีลังกูร  (2552  :  87-88)  ได้ศึกษาผลการเรียนรู้ เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาประกอบแบบฝึกทักษะ พบว่า  ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญา มีค่าเท่ากับ  0.6619  แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนร้อยละ  66.19                     3.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก  ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน และการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งเป็นผลมาจากแผนการเรียนรู้ที่ยึดหลักการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และความสามารถของแต่ละบุคคล และส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขทำให้มีความก้าวหน้าทางการเรียนสูงขึ้น  ประกอบกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา ทำให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน  รวมทั้งช่วยให้ผู้เรียนได้รู้จักคิดและปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอน และได้เรียนตามเนื้อหาที่ต้องการ ได้ลงมือปฏิบัติ ทำให้เกิดความท้าทาย  เกิดความสนใจ เป็นการเพิ่มพูนสติปัญญาของนักเรียน โดยยึดหลักการว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้  รวมทั้งถือว่านักเรียนมีความสำคัญที่สุดที่ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ   และในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  ความพึงพอใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนทำงานที่ได้รับมอบหมายหรือต้องการปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์  ครูผู้สอนจึงต้องคำนึงถึงความพอใจในการเรียนรู้ของผู้เรียน  เนื่องจากถ้าผู้เรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู้หรือการปฏิบัติงาน  จะทำให้เกิดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่าผู้ที่ได้รับการตอบสนอง  สอดคล้องกับผลการศึกษาของนริศรา สีหาราช  (2550  :  102-105)  ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพหุปัญญา  เรื่อง  การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  พบว่า นักเรียนที่เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพหุปัญญาโดยรวมและเป็นรายด้าน 4 ด้าน คือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียน ด้านสาระการเรียนรู้ด้านการใช้สื่อ/แหล่งเรียนรู้  และด้านการวัดและประเมินผล อยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับ  Sohn (2004  :  2768-A)  ได้ศึกษาโดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญากับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา พบว่า มีนักเรียนส่วนมากสามารถเลือกใช้วิธีการที่ที่สอดคล้องกับความสามารถของตนตามทฤษฎีพหุปัญญา    
          เอกสารอ้างอิง กนกวรรณ  จันสด.    การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ารำวงมาตรฐาน โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎี              พหุปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5.    การศึกษาค้นคว้าอิสระ                กศ.ม.  มหาสารคาม  :  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,  2551.กระทรวงศึกษาธิการ.    การประเมินจากสภาพจริง.    กรุงเทพฯ  :  คุรุสภา              ลาดพร้าว,  2539.ฉัตรา ธนสีลังกูร.    ผลการเรียนรู้ เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดกิจกรรม              การเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาประกอบแบบฝึกทักษะ.    การศึกษาค้นคว้าอิสระ                กศ.ม.  มหาสารคาม  :  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,  2552.นริศรา  สีหาราช.    ผลการจัดกิจกรรมการเรียนสุขศึกษาและพลศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพหุ              ปัญญาเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2.    การศึกษา              ค้นคว้าอิสระ  กศ.ม.  มหาสารคาม  :  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,  2550.นาถนลิน  ภูมิรัง.    ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญาเรื่องของเล่น ของใช้ กลุ่มสาระ              การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่  2.   วิทยานิพนธ์  กศ.ม.  มหาสารคาม  :              มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,  2551.บัญญัติ  ยงย่วน  และ ชัยวัฒน์  ผดุงพงษ์.  “การใช้กิจกรรมศิลปะเพื่อส่งเสริมการยอมรับความหลากหลาย              วัฒนธรรมในสังคมพหุวัฒนธรรม,”  วารสารศึกษาศาสตร์.    18  :  1-14  ;  มกราคม-              มิถุนายน,  2550.ประดิษฐ์  คิอินธิ.    การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ เรื่องการละเล่นพื้นบ้านชาติพันธุ์โย้ย ของนักเรียน              ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ประยุกต์ใช้ทฤษฎีพหุปัญญากับ              การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ.    วิทยานิพนธ์  กศ.ม.  มหาสารคาม  :   มหาวิทยาลัย              มหาสารคาม,  2552.พิสมัย  ปาละจูม.    การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก              และการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญา.    การศึกษา              ค้นคว้าอิสระ กศ.ม.  มหาสารคาม  :  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,  2549.เยาวรัตน์  พราหมณ์แต่ง.    การพัฒนาแผนการเรียนรู้ เรื่อง ศิลปะพื้นบ้านของไทย กลุ่มสาระศิลปะ              ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญา.    รายงานการศึกษาค้นคว้าอิสระ    กศ.ม.              มหาสารคาม  :  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,  2550.สุรศักดิ์ หลาบมาลา.    “การใช้พหุปัญญาในห้องเรียน,”   วารสารวิชาการ.    1(9)  :  53–56  ;              กันยายน , 2541.Flauto, Margaret.    “Art as an Avenue to Enhance Self-Esteem,”  Master’s Thesis.   Education               Art Program,  YoungstownState University,  1998.
ข้อความ (0)Add Comment

เขียนข้อความ
smaller | bigger

busy
 

ข่าวการศึกษา