แบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ ตามมาตรฐานการเรียนรู้
วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2009 เวลา 13:24 น.
bo
ชื่อเรื่อง รายงาน ผลการใช้ แบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ ตามมาตรฐานการเรียนรู้
เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้รายงาน นางวิลาวัณย์ อุทามนตรี
ปีที่พิมพ์ 2546
บทคัดย่อ
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ข้าพเจ้าในฐานะครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงต้องพัฒนาปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้ของนักเรียนให้นักเรียนมีคุณลักษณะตามมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งจากการจัดการเรียนการสอน ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ คือ นักเรียนขาดความเอาใจใส่ต่อการทำกิจกรรมการเรียนรู้ อาจเป็นเพราะว่านักเรียนไม่เข้าใจในเนื้อหาวิชาไม่ตระหนักถึงความสำคัญและไม่เห็นคุณค่าในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงได้จัดพัฒนาแบบฝึกทักษะตามมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ
1) ศึกษาผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้ เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75
2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนแบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้ เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
3) ศึกษานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีเจตคติที่มีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองนาคำ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 23 คน ได้มาโดยวิธีเลือกกลุ่มแบบเจาะจง(Purposive Sampling)) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี 3 ชนิด ได้แก่ แบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้ เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 จำนวน5 เล่มได้แก่ เล่มที่ 1 เรื่อง สารและการจำแนกสาร
เล่มที่ 2 เรื่อง สารบริสุทธิ์
เล่มที่ 3 เรื่อง สารไม่บริสุทธิ์
เล่มที่ 4 เรื่อง สมบัติการเป็นกรดและเบส และ
เล่มที่ 5 เรื่อง การแยกสาร
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามเจตคติที่มีต่อวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป คำนวณค่าสถิติโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วย t-test
ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้
1. ประสิทธิภาพของ แบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้ เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 87.50 /79.85
2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนแบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้ เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนทางการเรียนทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีเจตคติที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดีมาก
โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้ เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนกชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นการจัดกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ มีเจตคติที่ต่อวิชาวิทยาศาสตร์ การทำกิจกรรมนักเรียนทำงานเป็นกลุ่ม รู้จักแบ่งหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความกระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรมกลุ่มเป็นอย่างดี สามารถเชื่อมโยงความรู้จากเนื้อหาในบทเรียน สรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นและจึงควรสนับสนุนส่งเสริมให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้ ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์และ เป็นแบบอย่างต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนต่อไป
ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น
เรื่อง ไฟฟ้าน่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนบ้านหนองนาคำ สพท.อด. เขต 1
ผู้ศึกษาค้นคว้า นางวิลาวัณย์ อุทามนตรี ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ
ปริญญา กศ.ม. สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน
มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2552
บทคัดย่อ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมเรียนการสอนยังเป็นการสอนเนื้อหาสาระความรู้มากกว่าทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์อันเป็นพื้นฐานในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนการสร้างและการพัฒนา
เทคโนโลยีล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ
1) พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นเรื่อง ไฟฟ้าน่ารู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75
2) หาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่อง ไฟฟ้าน่ารู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
3) เปรียบเทียบคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน-หลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่องไฟฟ้าน่ารู้
4) เปรียบเทียบคะแนนวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก่อน-หลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น
5) เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้7 ขั้น เรื่องไฟฟ้าน่ารู้
6) ศึกษาผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น
กลุ่มตัวอย่างได้แก่
- นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านหนองนาคำ กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนนาคำขอนกว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 35 คน จำนวน 1 ห้อง ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 แผน เวลาเรียน16 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อ และแบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
13 ทักษะแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป คำนวณค่าสถิติโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วย t-test
ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้
1. ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู ขั้น
เรื่อง ไฟฟ้าน่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เท่ากับ 81.71/79.85
2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.6176
3. นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น
เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนน
ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะ
หาความรู้ 7 ขั้น มีคะแนนจากการทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
5. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะ
หาความรู้ 7 ขั้น เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ มีความคงทนในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กล่าวคือ นักเรียนมีคะแนน
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนและหลังเรียนผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ มีคะแนนวัดจาก
การทำแบบทดสอบที่เป็นชุดเดียวกับแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3
เมื่อเปรียบเทียบทางสถิติ พบว่า ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
6. ผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น พบว่าในการจัดกิจกรรม
ระยะแรก ๆ นักเรียนบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือ ขาดความสามัคคี หยอกล้อเล่นกันในขณะเรียน
หลังจัดกิจกรรมนี้แล้ว นักเรียนพัฒนาตนเองรู้จักแบ่งหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความกระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรมกลุ่มเป็นอย่างดีและสามารถเชื่อมโยงความรู้จากเนื้อหาในบทเรียนสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น จนทำให้กิจกรรมการเรียนแต่ละกลุ่มดำเนินไปได้ด้วยดี
โดยสรุป รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น
เป็นการจัดกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน และมีคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน นักเรียนพัฒนาตนเองรู้จักแบ่งหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความกระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรมกลุ่มเป็นอย่างดี สามารถเชื่อมโยงความรู้จากเนื้อหาในบทเรียนสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และมีความคงทนในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จึงควรสนับสนุนส่งเสริมให้ครูนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป็นแบบอย่างต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนต่อไป