Home วิทยาศาสตร์

แบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ ตามมาตรฐานการเรียนรู้

อีเมล พิมพ์ PDF
ชื่อเรื่อง          รายงาน ผลการใช้ แบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ 
                     เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้รายงาน        นางวิลาวัณย์  อุทามนตรี
ปีที่พิมพ์          2546

 
                                                                  บทคัดย่อ

                     การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  ข้าพเจ้าในฐานะครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงต้องพัฒนาปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้ของนักเรียนให้นักเรียนมีคุณลักษณะตามมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ซึ่งจากการจัดการเรียนการสอน ปัญหาที่พบส่วนใหญ่  คือ  นักเรียนขาดความเอาใจใส่ต่อการทำกิจกรรมการเรียนรู้  อาจเป็นเพราะว่านักเรียนไม่เข้าใจในเนื้อหาวิชาไม่ตระหนักถึงความสำคัญและไม่เห็นคุณค่าในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์    ดังนั้นจึงได้จัดพัฒนาแบบฝึกทักษะตามมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ขึ้น  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 
           1) ศึกษาผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้ เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 
          2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนแบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้  เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  
         3) ศึกษานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีเจตคติที่มีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองนาคำ   ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา   2546  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี  เขต 1  จำนวน  23 คน  ได้มาโดยวิธีเลือกกลุ่มแบบเจาะจง(Purposive  Sampling)) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี  3   ชนิด   ได้แก่   แบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้   เรื่อง   สมบัติของสารและการจำแนก  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1  จำนวน5  เล่มได้แก่       เล่มที่ 1  เรื่อง สารและการจำแนกสาร  
               เล่มที่ 2   เรื่อง   สารบริสุทธิ์ 
               เล่มที่ 3   เรื่อง  สารไม่บริสุทธิ์  
              เล่มที่ 4  เรื่อง สมบัติการเป็นกรดและเบส   และ
              เล่มที่ 5 เรื่อง   การแยกสาร   
            แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน   เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4  ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ  และแบบสอบถามเจตคติที่มีต่อวิทยาศาสตร์  การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป  คำนวณค่าสถิติโดยการหาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ทดสอบสมมติฐานด้วย t-test  
      ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ  ดังนี้
               1.    ประสิทธิภาพของ แบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้   เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ  87.50 /79.85
               2.    เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนแบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้   เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก 
                     ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   มีคะแนนทางการเรียนทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
              3.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีเจตคติที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดีมาก

                     โดยสรุป  การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้   เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนกชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นการจัดกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน   และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ มีเจตคติที่ต่อวิชาวิทยาศาสตร์  การทำกิจกรรมนักเรียนทำงานเป็นกลุ่ม  รู้จักแบ่งหน้าที่   มีความรับผิดชอบ   ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน   มีความกระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรมกลุ่มเป็นอย่างดี  สามารถเชื่อมโยงความรู้จากเนื้อหาในบทเรียน  สรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นและจึงควรสนับสนุนส่งเสริมให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานการเรียนรู้  ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์และ เป็นแบบอย่างต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนต่อไป


ชื่อเรื่อง                   ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น
                              เรื่อง  ไฟฟ้าน่ารู้  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนบ้านหนองนาคำ  สพท.อด. เขต 1
ผู้ศึกษาค้นคว้า         นางวิลาวัณย์  อุทามนตรี  ตำแหน่งครู  วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ
ปริญญา                   กศ.ม.  สาขาวิชา  หลักสูตรและการสอน
มหาวิทยาลัย            มหาวิทยาลัยมหาสารคาม   ปีที่พิมพ์  2552
                                                             บทคัดย่อ
                    การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมเรียนการสอนยังเป็นการสอนเนื้อหาสาระความรู้มากกว่าทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์อันเป็นพื้นฐานในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน   ตลอดจนการสร้างและการพัฒนา
เทคโนโลยีล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ  การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 
                   1) พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นเรื่อง ไฟฟ้าน่ารู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75  
                   2) หาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่อง ไฟฟ้าน่ารู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   
                   3) เปรียบเทียบคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน-หลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่องไฟฟ้าน่ารู้
                   4) เปรียบเทียบคะแนนวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก่อน-หลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น 
                   5) เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้7 ขั้น เรื่องไฟฟ้าน่ารู้
                  6) ศึกษาผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น  
                  กลุ่มตัวอย่างได้แก่ 
                -
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านหนองนาคำ   กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนนาคำขอนกว้าง   อำเภอเมือง  จังหวัดอุดรธานี  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 35 คน จำนวน 1 ห้อง  ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster  Random  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี  3  ชนิด ได้แก่  แผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 แผน เวลาเรียน16 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์  เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4  ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อ และแบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
13 ทักษะแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4  ตัวเลือก  จำนวน 40 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป  คำนวณค่าสถิติโดยการหาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ทดสอบสมมติฐานด้วย t-test  
             ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ  ดังนี้
             1. ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู ขั้น
เรื่อง ไฟฟ้าน่ารู้  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เท่ากับ  81.71/79.85
             2.  ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่องไฟฟ้าน่ารู้   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   มีค่าเท่ากับ 0.6176 
            3.   นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้  7  ขั้น
เรื่องไฟฟ้าน่ารู้  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนน
ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
           4.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะ
หาความรู้ 7 ขั้น   มีคะแนนจากการทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
          5.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะ
หาความรู้ 7 ขั้น เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ มีความคงทนในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์   กล่าวคือ   นักเรียนมีคะแนน
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนและหลังเรียนผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์  มีคะแนนวัดจาก
การทำแบบทดสอบที่เป็นชุดเดียวกับแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3
เมื่อเปรียบเทียบทางสถิติ  พบว่า ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ  
           6.  ผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 
ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น พบว่าในการจัดกิจกรรม
ระยะแรก ๆ นักเรียนบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือ  ขาดความสามัคคี  หยอกล้อเล่นกันในขณะเรียน
หลังจัดกิจกรรมนี้แล้ว  นักเรียนพัฒนาตนเองรู้จักแบ่งหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความกระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรมกลุ่มเป็นอย่างดีและสามารถเชื่อมโยงความรู้จากเนื้อหาในบทเรียนสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น  จนทำให้กิจกรรมการเรียนแต่ละกลุ่มดำเนินไปได้ด้วยดี  

                   โดยสรุป  รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้  7 ขั้น
เป็นการจัดกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน และมีคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน  นักเรียนพัฒนาตนเองรู้จักแบ่งหน้าที่   มีความรับผิดชอบ  ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  มีความกระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรมกลุ่มเป็นอย่างดี  สามารถเชื่อมโยงความรู้จากเนื้อหาในบทเรียนสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น  และมีความคงทนในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  จึงควรสนับสนุนส่งเสริมให้ครูนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  เพื่อช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป็นแบบอย่างต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนต่อไป